HOME The Tutor Home Like  Translation Training Office CONTACT US

เมนู

 
สถิติ
เปิดเว็บไซต์ 09/04/2010
ปรับปรุง 12/12/2019
สถิติผู้เข้าชม 2,042,848
Page Views 2,931,900
 

    
เคล็ดไม่ลับ วิธีการส่งเสริมลูกให้เรียนเก่ง




ผู้เขียนเข้าใจว่าคุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ คงจะทราบข้อมูลว่ากรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดจากคุณพ่อคุณแม่เป็นปัจจัยครึ่งหนึ่งที่ทำให้ลูกฉลาด ส่วนปัจจัยที่เหลือจะเป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมจากการอบรมเลี้ยงดู รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ดังนั้น หากจะกล่าวว่าคุณพ่อคุณแม่ คือ ปัจจัยสำคัญที่สุด ในการส่งเสริมให้ลูกฉลาดคงจะมิใช่การกล่าวที่เกินจริง

คุณพ่อคุณแม่ควรต้องทราบและตระหนักถึงความสำคัญว่า เด็กสามารถเรียนรู้และมีพัฒนาการดีที่สุด ในช่วงอายุ 3 ปีแรกสำหรับในครอบครัวที่มีกรรมพันธุ์ที่ดี ก็ถือว่าเด็กมีต้นทุนชีวิตที่ดี การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดจนพัฒนาการต่างๆ ให้กับลูกก็จะไม่ยุ่งยากมากนัก แต่สำหรับในบางครอบครัว หากรู้สึกว่าไม่มีปัจจัยเรื่องของกรรมพันธุ์ช่วยส่งเสริม ก็ขอให้ทราบและมั่นใจว่าสิ่งแวดล้อมจากการอบรมเลี้ยงดู และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างและกำหนดได้คะ

 

คุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการส่งเสริมลูกให้เรียนเก่งลองใช้เคล็ดไม่ลับเหล่านี้ดูค่ะ

 

1. คุยกับลูกบ่อยๆ  มีผลการศึกษาเป็นที่ยอมรับว่าเด็กทารกสามารถจำและตอบสนองต่อเสียงของแม่ได้เกือบนาทีแรกหลังคลอด และยังมีข้อสนับสนุนที่บอกว่าทารกได้ยินเสียงของแม่ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ ทารกที่เกิดสัปดาห์ต่อมาจะสามารถสบตากับผู้ที่กำลังพูดกับเขาได้ ดังนั้น เมื่อคุณพ่อคุณแม่อุ้มลูก ให้มองสบตาลูกและให้หน้าของคุณห่างกับเขาประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วพูดกับเขาช้าๆ ชัดๆ และรอการตอบสนองจากเขาค่ะ

2. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง เด็กเล็กยังอ่านเองไม่ได้ คุณจึงควรอ่านหนังสือให้เขาฟังบ่อยๆ เริ่มจากการเลือกหนังสือที่เหมาะกับวัย เช่น นิทานสำหรับเด็ก เพื่อช่วยให้ลูกได้ยินลักษณะของคำพูด และฝึกให้เขาออกเสียงพูด ลูกจะได้คุ้นเคยและเรียนรู้ที่จะเลียนแบบ ซึ่งจะเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับลูกต่อไป

3. ฟังลูกอ่าน เมื่อลูกรู้จักอ่านหนังสือ คุณควรส่งเสริมเขา ด้วยการช่วยลูกเลือกหนังสือเพื่อนำมาอ่านด้วยกัน ให้เขาอ่านให้ฟัง ฟังความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับเรื่องที่เขาอ่าน การที่คุณฟังเขาอ่าน และฟังความคิดเห็นของเขาจะทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า ที่สำคัญการอ่านหนังสือกับลูกเป็นการปลูกฝังความคิดว่า คุณเห็นคุณค่าของการเรียนรู้และทำให้เขาทราบว่ากิจกรรมที่ทำอยู่เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ และเป็นการสร้างความอบอุ่นที่ดีอีกด้วย

4. ชื่นชมและให้รางวัลกับความสำเร็จของลูก อาจเป็นการกล่าวชม กอด หอมแก้ม ทำของโปรดให้เขาทาน หรือ พาไปเดินเล่นที่สวนสาธารณะ เพื่อบอกให้ลูกทราบว่าความสำเร็จของเขาเป็นเรื่องสำคัญและน่ายินดี บางครั้งการใช้โอกาสของความสำเร็จของลูกในการจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ในครอบครัว ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีในการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพได้อีกวิธีหนึ่ง

5. ส่งเสริมการเล่นของลูก   คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าใจและยอมรับว่า การเล่นคือธรรมชาติของเด็ก การเล่นจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ ช่วยให้เขาสนุกสนาน ของที่มีอยู่รอบตัวก็เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ของเล่นของลูกที่ดีไม่จำเป็นต้องแพง เพียงแต่เลือกให้เหมาะสมกับวัย ยุคนี้ของเล่นที่มีคุณภาพส่วนใหญ่จะระบุอายุของเด็กไว้ให้ด้วย การจัดตารางการทำกิจกรรมต่างๆ ให้เหมาะสมก็เป็นเรื่องจำเป็น ที่สำคัญอย่าปล่อยให้ลูกเล่นมากหรือน้อยเกินไปคะ

6. คุยเรื่องชีวิตประจำวันกับลูก เช่น อาจใช้คำถามลักษณะว่า วันนี้เราทำสลัดผักทานกัน ไหนคนเก่งลองบอกแม่สิ ว่ามีผักอะไรบ้าง” “วันอาทิตย์หน้าคุณพ่อจะพาเราไปเที่ยวสวนสัตว์ตามสัญญา ดีใจไหมลูก แล้วลูกชอบสัตว์อะไรมากที่สุด ทำไมถึงชอบคะ การพูดคุยกับลูกจะช่วยให้เขาคิดได้ ให้เขาได้รู้จักการโต้ตอบ ทำให้เขาจะรู้สึกว่าเป็นคนสำคัญ หากจะมีบางครั้งเขาอาจพูดผิด ถ้าไม่เสียหายก็ปล่อยไปบ้าง แต่หากส่งผลต่อการเรียนรู้ของเขา ต้องค่อยๆ บอกว่าสิ่งใดถูก โดยไม่ทำให้เขารู้สึกว่าผิด และอย่าดุลูก ในขณะที่คุณคุยกับเขาคะ

7. นับเลขเล่นกับลูก เริ่มจากสิ่งต่างๆ รอบตัวเช่นถามว่าครอบครัวเรามีกี่คน ตุ๊กตาตัวโปรดของลูกมีกี่ตัว วันนี้ลูกใช้เงินไปเท่าไหร่และเก็บเงินใส่กระปุกได้กี่บาท เป็นต้น

8. ให้เด็กบอกสีของสิ่งต่างๆ เช่น ดอกไม้ เสื้อผ้า หรือของใช้ต่างๆ เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้และสังเกตสิ่งต่างๆ รอบตัว

9. สร้างบรรยากาศให้ลูกสบายใจกับการไปโรงเรียน ทำให้เขามีความสุขอาจให้รางวัลลูกเป็นอุปกรณ์ทางการศึกษา เช่น กล่องดินสอใหม่ กล่องดินสอสี เสื้อผ้าชุดใหม่ เมื่อเขาทำความดี หรือคุณอาจเขียนคำว่า แม่รักลูกหรือ พ่อรักลูกสอดไว้ในหนังสือ เป็นต้น

10. ควรมีมุมหนังสือและที่นั่งอ่านหนังสือสบายๆ ในบ้าน หากมีพื้นที่เพียงพอ เพื่อที่ทุกคนในครอบครัว จะได้ใช้เป็นที่อ่านหนังสือ ทำการบ้าน มุมทำงาน และมุมนั่งพักผ่อนได้สบายๆ ของทุกคนได้พร้อมกัน

สิ่งสำคัญ ที่ไม่ควรมองข้าม คือ ควรฝึกให้ลูกตื่นนอนเป็นเวลาตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อที่จะได้ไม่ต้องบังคับเคี่ยวเข็ญให้ลูกต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน

เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพียงแค่นี้ คิดว่าคุณพ่อคุณแม่คงจะทำได้ไม่ยากเลยใช่ไหมคะ หากเทียบกับผลตอบแทน ที่มีคุณค่าอย่างมหาศาลที่คุณและลูกจะได้รับ

 

 

ที่มา : วารสารสตรีและครอบครัว ฉบับพิเศษ ปีที่ 3 ฉบับที่ 13 ประจำเดือนตุลาคม ธันวาคม 2550


เทคนิคการใช้ชีวิตในมหาลัย
      
        
      การเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยนั้น เสมือน หนึ่งประกาศนียบัตรที่บอกว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว
และมีวุฒิภาวะเพียงพอแล้วที่จะ ใช้ชีวิตและดำเนินชีวิตของตัวเอง แต่ทั้งหมดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า จะทำ อะไรก็ได้ทุกอย่างตามที่ใจต้องการ สิ่งสำคัญประการแรกที่ทุกคนต้องรู้จัก คือ ถามตัวเองว่า เราคือใคร เรามาจากไหน เมื่อรู้จักตัวเองขึ้นมาแล้ว ก็จะ ไม่ลืมตัว เมื่อไม่ลืมตัวเอง ก็หมายความว่าเราจะไม่ลืมรากเหง้าและไม่อายใน สิ่งที่ตัวเองเป็น จึงอยากขอให้ทุกคนอย่าลืมว่าเราเป็นใครมาจากไหน อย่าได้ ไปหลงละเมอเพ้อพกกับสิ่งที่เป็นมายาเมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย

                 เราต้องมีสติอยู่ตลอดเวลา ต้องรู้ตัวเองว่าเราคือ ใคร เรามาอยู่ที่นี่เพื่อทำอะไร เมื่อเราตอบตัวเองได้แล้วว่า มาที่นี่เพื่อ มาเรียนหนังสือ หาวิชาความรู้ ก็ต้องตั้งใจเรียน อย่าได้หลงไปกับมายา ที่ สำคัญขอย้ำเตือนว่า ขอให้ทุกคนรักนวลสงวนตัว อย่ารักนวลเสนอตัว วัยขนาดนี้ เป็นวัยโค้งมรณะ ถ้าหากประคองไม่ดีจะแหกโค้ง และพาชีวิตตกเขาไป จงระลึกไว้ เสมอว่า อย่าไปยอมผู้ชายเมื่อยังไม่ถึงเวลา และอย่าไปลุ่มหลงบรรยากาศ ของมหาวิทยาลัยจนทำให้เราเคลิบเคลิ้ม อะไรที่ได้มาง่ายมักไม่มีคุณค่า ขอให้ จำคำนี้ไว้ให้ดี         
               
         
การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้น การที่จะทำให้เราอยู่รอดได้นั้น มีอยู่หลายปัจจัยด้วยกัน คือ

1. เวลา
น้องๆต้องเรียนหนัก ส่งงานทุกครั้ง เวลาเข้าเรียนทุกครั้ง คุณลืมเรื่องเวลาไปได้เลย ไม่ต้องบ่นว่าเมื่อไหร่จะเลิก ลืมข้อนี้ไปได้เลย (ถ้าอยากเรียนให้รอดชัวร์ๆ)    

2.เพื่อนถ้าคบเพื่อนดี ก็ดีไปค่ะ เพื่อนดี นี่แหละ จะพาน้องๆไปรอด ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับตัวน้องเองด้วยนะ การเรียนในมหาวิทยาลัย ต้องคบเพื่อนเป็นกลุ่มค่ะ และต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย ไม่ใช่ให้เพื่อนช่วยตลอด

3.งาน
โดยเฉพาะงานกลุ่ม ต้องช่วยกันทำ ไม่ใช่เกี่ยงงานกันทำ น้องๆโตแล้ว รับผิดชอบตัวเองได้ รู้หน้าที่ว่าต้องทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ให้เพื่อนทำคนเดียว แบบนี้เพื่อนไม่คบแน่นอน แล้วน้องก็จะอยู่อย่างโดดเดี่ยว จะไปรอดไหมนั่นอีกเรื่องนึงนะ (-_-”)

 4. ความรับผิดชอบ ต้องมีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา โตแล้ว ควรที่จะรู้เวลา ว่าเวลาไหนควรเรียนเวลาไหนควรเล่น (เล่นได้แต่อย่าเล่นจนเพลิน!)
 5.กิจกรรมการร่วมกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย คณะ หรือ ชมรม ถือเป็นส่วนหนึ่ง ที่ต้องเข้า ร่วม ซึ่งในปัจจุบัน บริษัทต่างๆ จะพิจารณาข้อนี้ด้วย (ระวังนะเด็กๆ) หากน้องไม่เข้าร่วมกิจกรรมใดๆเลย บริษัทต่างๆก็อาจจะไม่รับเข้าทำงานแต่ที่แน่ๆเค้าจะพิจารณาเราเป็นลำดับ ท้ายๆแน่นอน เพราะเค้าถือว่าคุณไม่มีสังคม การร่วมกิจกรรม ทำให้น้องๆได้รู้จักเพื่อนใหม่ หรือ สิ่งเรียนรู้ใหม่ๆ เพราะฉะนั้น เจียดเวลาเข้าทำกิจกรรมมหาลัยบ้างนะคะ

                สรุปการเรียนในมหาวิทยาลัยนั้น น้องต้องเรียนอย่างหนัก!!!(ถ้าอยากจบแบบหืดไม่จับ) แต่ไม่ใช่เรียนอย่างเดียวนะคะ ต้องร่วมกิจกรรมต่างๆด้วย ต้องเอาทั้ง 2 อย่าง ไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง คบเพื่อนต้องคบเพื่อนกลุ่มที่ดีไว้ด้วย ที่น้องไว้ใจว่าจะพาน้องไปรอด และจบไปด้วยกัน ทั้งนี้ น้องต้องมีความรับผิดชอบตนเองด้วย ไม่ใช่ให้คนอื่นคอยบอกคอยสั่งตลอดเวลา การทำงานจะต้องทำงานและส่งให้ตรงต่อเวลา อาจารย์จะไม่มีการมาทวงงาน เหมือนตอนมัธยมอีกต่อไปแล้ว การเป็นนักศึกษา ต้องเข้าใจคำว่านักศึกษา คือ มีหน้าที่ศึกษา หาความรู้ ไม่ใช่ไปมหาลัย นั่งเหล่สาวรึเหล่หนุ่มไปวันๆ (มันเป็นแค่กิจกรรมยามว่างนะจ้ะ ^-^ หุ หุ)

                ปัจจุบัน ระดับมัธยมปลายบางแห่ง ก็มีการเรียนการสอนแบบมหาวิทยาลัย เพื่อปูทางนักเรียนไปสู่มหาวิทยาลัย ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องดีค่ะ เพราะนักเรียนจะได้รู้จักคุณค่าของการเรียน ไม่ใช่เรียนไปวันๆเท่านั้น

 

 

 

 

 

 
ติดต่อเรา














 
  
view